วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2556

คำพ้องรูป คำพ้องเสียง ( 26 8 56 )



คำพ้องรูป คำพ้องเสียง

คำพ้อง คือ คำที่เขียนรูปหรือออกเสียงตรงกัน แต่ความหมายต่างกัน

คำพ้อง แบ่งเป็น ๓ ชนิด ดังนี้
คำพ้องรูป คือ คำที่เขียนเหมือนกัน แต่อ่านออกเสียงต่างกัน และมีความหมายต่างกัน การอ่านคำพ้องรูปให้ถูกต้องควรดูข้อความอื่นๆ ประกอบด้วยว่าคำพ้องรูปนั้น หมายถึงอะไร เเล้วจึงอ่านให้ถูก
ครุ อ่านว่า คฺรุ หมายถึง ภาชนะสานชนิดหนึ่ง
             คะ-รุ หมายถึง ครู, หนึ่ง
ปรามาส อ่านว่า ปฺรา-มาด หมายถึง ดูถูก
              ปะ-รา-มาด อ่านว่า การจับต้อง การลูบคลำ
พยาธิ อ่านว่า พะ-ยา-ธิ หมายถึง ความเจ็บไข้
               พะ-ยาด หมายถึง ชื่อสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังชนิดหนึ่ง
เพลา อ่านว่า เพลา หมายถึง แกน, ดุมล้อ, เบาลง
               เพ-ลา หมายถึง เวลา
สระ อ่านว่า สะ หมายถึง แอ่งน้ำขนาดใหญ่, ชำระล้าง
              สะ-หระ หมายถึง อักษรแทนเสียงสระ
คำพ้องเสียง คือ คำที่อ่านออกเสียงเหมือนกัน แต่เขียนต่างกัน และมีความหมายต่างกัน
        เขี้ยวงู  เคี่ยวน้ำแกง  อ่านว่า เขี้ยว
        ซ่อมเเซม ช้อนส้อม  อ่านว่า  ส้อม
        คุณค่า ถูกฆ่า ข้าทาส  อ่านว่า  ค่า
        สัตว์เลี้ยง ซื่อสัตว์ อ่านว่า สัด
๓. คำพ้องทั้งรูปและเสียง เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า คำหลายความหมาย ซึ่งหมายถึง คำที่มีรูปเหมือนกัน อ่านออกเสียงอย่างเดียวกัน เเต่มีความหมายหลายอย่างเเล้วเเต่จะนำไปใช้
๓. คำพ้องทั้งรูปและเสียง เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า คำหลายความหมาย ซึ่งหมายถึง คำที่มีรูปเหมือนกัน อ่านออกเสียงอย่างเดียวกัน เเต่มีความหมายหลายอย่างเเล้วเเต่จะนำไปใช้
         คำว่า "ขัน" อ่านว่า ขัน หมายถึง   ๑. ภาชนะสำหรับตักหรือใส่น้ำ
                                                             ๒. ทำให้ตึงหรือเเน่นด้วยวิธีหมุนเข้าใป                                                                       เช่น ขันนอต
                                                             ๓. อาการร้องเป็นเสียงอย่างหนึ่งของไก่
                                                             ๔. หัวเราะ รู้สึกตลก
         คำว่า "แกะ" อ่านว่า แกะ หมายถึง    ๑. ชื่อสัตว์ ๔ เท้า ประเภทหนึ่ง
                                                                    ๒. เอาเล็บมือค่อยๆ แกะ เพื่อให้หลุด                                                                            ออก
         คำว่า "เงาะ" อ่านว่า "เงาะ" หมายถึง ๑. คนป่าพวกหนึ่ง รูปร่างเตี้ย ตัวดำ                                                                               ผมหยิก
                                                                     ๒. ชื่อผลไม้ชนิดหนึ่ง

๑. คำพ้องรูป
ตัวอย่าง คำพ้องรูป

๒. คำพ้องเสียง 
ตัวอย่าง คำพ้องเสียง
ตัวอย่าง คำพ้องทั้งรูปและเสียง


คำสมาส คำสนธิ ( 19 8 56 )


คำสมาส คำสนธิ 

คำสมาส คือ คำที่เกิดจากการนำคำในภาษาบาลีและสันสกฤตมารวมเข้าด้วยกัน เพื่อทำให้เกิดคำใหม่ ที่มีความหมายใหม่ โดยยังมีเค้าของความหมายเดิมอยู่

                                                
หลักสังเกตคำสมาสในภาษาไทย 

1. เกิดจากคำมูลตั้งแต่สองคำขึ้นไป
2. เป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษาบาลีและสันสกฤตเท่านั้น เช่น กาฬพักตร์ ภูมิศาสตร์ ราชธรรม บุตรทาน อักษรศาสตร์ อรรถคดี ฯลฯ
3. พยางค์สุดท้ายของคำหน้า หากมีสระ อะ หรือมีตัวการันต์อยู่ ให้ยุบตัวนั้นออก (ยกเว้นคำบางคำ เช่น กิจจะลักษณะ เป็นต้น)
4. แปลความจากหลังมาหน้า เช่น ราชบุตร แปลว่า บุตรของพระราชา, เทวบัญชา แปลว่า คำสั่งของเทวดา, ราชการ แปลว่า งานของพระเจ้าแผ่นดิน
5. ส่วนมากออกเสียงพยางค์ท้ายของคำหน้า แม้จะไม่มีรูปสระกำกับอยู่ โดยจะใช้เสียง อะ อิ และ อุ (เช่น เทพบุตร) แต่บางคำก็ไม่ออกเสียง (เช่น สมัยนิยม สมุทรปราการ)
6. คำบาลีสันสกฤตที่มีคำว่า พระ ซึ่งกลายเสียงมาจากบาลีสันสกฤต ก็ถือว่าเป็นคำสมาส (เช่น พระกร พระจันทร์)
7. ส่วนใหญ่จะลงท้ายว่า ศาสตร์ กรรม ภาพ ภัย ศึกษา ศิลป์ วิทยา (เช่น ศึกษาศาสตร์ ทุกขภาพ จิตวิทยา)
8. อ่านออกเสียงระหว่างคำ เช่น

ประวัติศาสตร์      อ่านว่า                    ประ หวัด ติ ศาสตร์

นิจศีล                     อ่านว่า                    นิจ จะ สีน

ไทยธรรม              อ่านว่า                    ไทย ยะ ทำ

อุทกศาสตร์           อ่านว่า                    อุ ทก กะ สาด

อรรถรส                  อ่านว่า                    อัด ถะ รด

จุลสาร                    อ่านว่า                    จุน ละ สาน

9. คำที่มีคำเหล่านี้อยู่ด้วย มักจะเป็นคำสมาส คือ การ กร กรรม คดี ธรรม บดี ภัย ภัณฑ์ ภาพ ลักษณ์ วิทยา ศาสตร์

       ข้อสังเกต
1. ไม่ใช่คำที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤตทั้งหมด เช่น

เทพเจ้า                   (เจ้า เป็นคำไทย)

พระโทรน             (ไม้ เป็นคำไทย)

พระโทรน             (โทรน เป็นคำอังกฤษ)

บายศรี                    (บาย เป็นคำเขมร)

2.คำที่ไม่สามารถแปลความจากหลังมาหน้าได้ไม่ใช่คำสมาส เช่น

ประวัติวรรณคดี                   แปลว่า                   ประวัติของวรรณคดี

นายกสมาคม                        แปลว่า                   นายกของสมาคม

วิพากษ์วิจารณ์                      แปลว่า                   การวิพากษ์และการวิจารณ์

3. คำสมาสบางคำไม่ออกเสียงสระตรงพยางค์ของคำหน้า เช่น

ปรากฏ                   อ่านว่า                    ปรา กด กาน

สุภาพบุรุษ            อ่านว่า                    สุ พาบ บุ หรุด

สุพรรณบุรี            อ่านว่า                    สุ พรรณ บุ รี

สามัญศึกษา          อ่านว่า                    สา มัน สึก สา

 ตัวอย่างคำสมาส

ธุรกิจ                      กิจกรรม กรรมกร                 ขัณฑสีมา
                 
คหกรรม                 เอกภพ                  กาฬทวีป                สุนทรพจน์
                 
จีรกาล                    บุปผชาติ                ประถมศึกษา        ราชทัณฑ์
                 
มหาราช                  ฉันทลักษณ์           พุทธธรรม             วรรณคดี
                 
อิทธิพล                  มาฆบูชา                มัจจุราช                 วิทยฐานะ

 วรรณกรรม          สัมมาอาชีพ          หัตถศึกษา             ยุทธวิธี
                 
วาตภัย                    อุตสาหกรรม        สังฆราช                รัตติกาล
                 
วสันตฤดู               สุขภาพ                  อธิการบดี              ดาราศาสตร์
                 
พุพภิกขภัย            สุคนธรส               วิสาขบูชา              บุตรทาน
                 
สมณพราหมณ์       สังฆเภท             อินทรธนู               ฤทธิเดช

 แพทย์ศาสตร์       ปัญญาชน         วัตถุธรรม            มหานิกาย
                 
มนุษยสัมพันธ์       วิทยาธร
                 


ปริศนาคำทาย ( 29 7 56 )

ปริศนาคำทาย
                 ปริศนาคำทาย คือ ปัญหาหรือคำทายซึ่งผู้ถามอาจจะถามตรง ๆ หรือถามทางอ้อมก็ได้  คำถามอาจจะใช้ถ้อยคำธรรมดาแบบร้อยแก้ว หรือจะมีสัมผัสแบบร้อยกรองก็ได้  ภาษาที่ใช้เป็นภาษาสั้น ๆ กระชับความ  แต่ยากในการตีความในตัวปริศนา  ส่วนคำไขมักจะเป็นสิ่งที่พบเห็นในชีวิตประจำวันในสมัยนั้น ๆ และในบางปริศนามักจะมีเค้าหรือแนวทางสำหรับคำตอบ  ซึ่งผู้ตอบจะต้องใช้ความสังเกต  ความคิดและไหวพริบในการคิดหาคำตอบ  

วิธีการเล่น

                  ในสมัยก่อนนิยมเล่นกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่  มักจะเล่นในยามว่างจากการทำงาน เช่น ในตอนหัวค่ำหลังจากรับประทานอาหารเย็นแล้ว  บรรดาสมาชิกในครอบครัวและอาจจะมีเพื่อนบ้านมาร่วมด้วย  จะนั่งล้อมวงกันหรือนั่งตามสบาย  ผู้ทายจะผลัดกันแล้วแต่ว่าใครจะคิดปัญหาได้  ถ้ามีผู้ตอบถูก  ผู้ตอบคนนั้นจะมีสิทธิ์ลงโทษผู้ทาย เช่น ให้ดื่มน้ำ  ให้เขกหัว  แต่ถ้าตอบไม่ได้ผู้ทายก็มีสิทธิ์ลงโทษผู้ตอบทั้งหมดได้เช่นกัน  แล้วจะเฉลยปัญหา  แล้วทายปัญหาต่อไป  การเล่นทายปริศนานอกจากจะทำให้ผู้เล่นได้รับความสนุกสนานเพลิดเ พลินแล้วยังช่วยฝึกให้มีนิสัยช่างสังเกต   ช่างคิดและได้รับความรู้ต่าง ๆ เป็นผลพลอยได้  เช่น  ความรู้เกี่ยวกับสำนวนภาษา  สังคมวิทยาและธรรมชาติวิทยา  เป็นต้น

ประเภทของปริศนา

                 การจำแนกประเภทของปริศนา  มีนักวิชาการหลายท่านจำแนกไว้หลายแบบ  ทั้งนี้เพื่อให้สะดวกในการรวบรวมและศึกษาวิเคราะห์  เช่น อาร์อะไรเอ่ย  เชอร์ เทเล่อร์ (Archer  Yaylor)  ได้รวบรวมปริศนาคำทายในภาษาอังกฤษ  และจำแนกตารูปและอาการออกเป็น ๑๑  ประเภท  ซึ่งนายนพคุณ  คุณาชีวะ ได้นำมาใช้ในการจัดหมวดหมู่ปริศนาของไทย ดังนี้
                 ๑. ปริศนาที่เปรียบกับสิ่งที่มีชีวิตแต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นคนหรื อสัตว์ เช่น        
     อะไรเอ่ย  มีปากไม่มีฟัน  กินข้าวทุกวันได้มากกว่าคนอื่น (หม้อข้าว)
     อะไรเอ่ย  สองหูสี่ตา  เบื่อหนังหนาเอาขาไว้ที่หู  (แว่นตา)
     อะไรเอ่ย  สิบหูสองขา  มีฤทธาเอาขาแหย่หู  (ปิ่นโต)
     อะไรเอ่ย  หน้างอคออ่อน  กินก่อนทุกวัน  (ทัพพี)
     อะไรเอ่ย  ไม่มีคอไม่มีหัว  มีแต่หน้าถึงเวลาตีได้ตีเอา (กลอง)
                 ๒. ปริศนาที่เปรียบกับสัตว์ตัวเดียว  เช่น
     อะไรเอ่ย  อุ้มล้มเท่าลูกหมีจะหนีชักไว้  (เปล)
     อะไรเอ่ย  สัตว์ป่ามาอยู่บ้าน กินอาหารอย่างเดียวเคี้ยวแล้วก็คาย 
                      (กระต่ายขูดมะพร้าว)
     อะไรเอ่ย  สี่หูสี่หาง  ปากกว้างเหลือล้นกินคนทุกคืน  (มุ้ง)
     อะไรเอ่ย  ตัวอยู่นา  ตาอยู่บ้าน  (ตาปู)
     อะไรเอ่ย  เล่นนกกะยางคอยาว  กินข้าวหมดทั้งหม้อ  (ทัพพี)
๓.        ปริศนาที่เปรียบกับสัตว์หลายตัว  เช่น
     อะไรเอ่ย  ปลาหลดไช  ปลาไหลชอน ปลาหลดออกก่อน  ปลาไหล
                       ตามหลัง  (คนเย็บผ้า)
     อะไรเอ่ย  จะว่านกก็ไม่ใช่นก  จะว่ากาก็ไม่ใช่กา  บินมาใต้เขา 
                      (หูวัว,หูควาย)
     อะไรเอ่ย  กาดำกระโดลงน้ำ  กลายเป็นกาขาว  (เม็ดแมงลัก) 
     อะไรเอ่ย   ไอ้ใบ้อยู่หน้า  ไอ้บ้าตามหลัง  ขับหางขี้ไหล (คนไถนา)
     อะไรเอ่ย  ไม่มีตีนปีนต้น  ไม่มีไส้ไล่กินคน  ไม่มีขนสะบัดปีก 
                      (งู  ปลิง  มีดโกน)
๔.        ปริศนาที่เปรียบกับบุคคลคนเดียว  เช่น
     อะไรเอ่ย  ขาวเหมือนชี  สี่ตีนชี้ฟ้า  (มุ้ง)
     อะไรเอ่ย  คนแก่หลังโกง  ลงน้ำไม่ขุ่น  (เบ็ดตกปลา)
     อะไรเอ่ย  ตาแก่หัวโล้น  กระโจนน้ำแต่ดึก  (ขันน้ำ)
     อะไรเอ่ย  พระอะไรเอ่ย  คนชอบแต่ไม่ไหว้  (พระเอก)
     อะไรเอ่ย  ตอนเด็กนุ่งผ้า  โตขึ้นมาเอาผ้าพันหัว  (มะเขือ)
๕.        ปริศนาที่เปรียบกับบุคคลหลายคน  เช่น
     อะไรเอ่ย  นั่งคนเดียวรู้คนเดียว นั่งสองคนรู้สองคน  นั่งสามคน
                     ไม่รู้เลย  (ตด)
     อะไรเอ่ย  คนสามแสน  หามแกนไม้ประดู่  (กิ้งกือ)
     อะไรเอ่ย  ขาไปสองคน  มืดฟ้ามัวฝนกลับมาคนเดียว  (เงา)
     อะไรเอ่ย  พระหน่อนอนกลาง  พระนางนอนริม  พระหน่อขึ้นทิ่ม 
                      พระนางยิ้มแฉ่ง  (ไม้ขีดไฟ)
     อะไรเอ่ย  ชาวนาก็ใช่  ชาวไร่ก็ไม่เชิง  หว่านพืชไม่ดี  หนีตำรวจ
                       เปิดเปิง  (คนเล่นถั่ว,คนเล่นไพ่)
๖.          ปริศนาที่เปรียบกับพืช  เช่น
     อะไรเอ่ย  ผักแพง  แกงปลาลอย  (ผักตำลึง)
     อะไรเอ่ย  ตัดมาปลูก  มีลูกก่อนใบ  (บันได)
     อะไรเอ่ย  ต้นเท่าเทียน  ใบเท่าถาด  (ใบบัว)
     อะไรเอ่ย  ต้นเท่าครก  ใบปรกดิน  (ตะไคร้)
     อะไรเอ่ย  ต้นเท่าขา  ใบวาเดียว  (กล้วย)
                 ๗.  ปริศนาเปรียบกับสิ่งไม่มีชีวิต  เช่น
     อะไรเอ่ย  ไม้ปักกลางหนอง  ใครไปก็ต้อง  ใครมาก็ต้อง  (เต้าปูน
     อะไรเอ่ย  เวลาใช้เอาทิ้ง  เวลาไม่ใช้เอาไว้บนหัว  (สมอเรือ)
     อะไรเอ่ย  ตลิ่งสองตลิ่ง  มีติ่งอยู่ตรงกลาง  (เต้าปูน)
๘.     ปริศนาที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการเปรียบเทียบ  เช่น
     อะไรเอ่ย  หน้าตาตัวตนไม่เหมือนคนสักนิด  พูดเหมือนคนไม่มีผิด
                      ทั้งอังกฤษและไทย  (วิทยุ)
     อะไรเอ่ย   กลมเหมือนพระจันทร์  ออกลูกตั้งพัน  เหมือนกันทุกตัว
                       (ผึ้ง)
     อะไรเอ่ย  กลม ๆ เหมือนวงพระจันทร์  อยู่ในครรภ์ก็มีท้อง 
                      สงสารนวลน้อง  อยู่ในท้องก็มีครรภ์  (ฝักบัว)
     อะไรเอ่ย  ขาวเหมือนปีนกยาง  มีแต่รังไม่มีไข่  (งอบ)
๙.       ปริศนาที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับรูป หรือรูปและอาการ  เช่น
     อะไรเอ่ย  นั่งยอง ๆมองกระเด้า  เข้าไม่เข้า  เอามือคลำดู  (คนลับมีด)
     อะไรเอ่ย  กดหัวท้องป่อง  (สุ่ม)
     อะไรเอ่ย  กลมเหมือนพระจันทร์  ชอบดันพุงคน  (กระด้ง)
     อะไรเอ่ย  เห็นปู๊บหยุดปั๊บ  เปิดฉับตักฉุบ  ทำปากขมับขมุบ 
                      ปิดฉุบแล้วเดินหนี  (พระบิณฑบาต)
     อะไรเอ่ย  ตูดเป็นขน  ก้นเป็นเหลี่ยม  (กระเทียม, กระบุง)
๑๐.   ปริศนาที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับสี  เช่น
     อะไรเอ่ย  ชักออกมาดำ  ตำเข้าไปแดง  (ไม้ขีดไฟ)
     อะไรเอ่ย  ซื้อมาเป็นสีดำ  นำมาใช้เป็นสีแดง  พอสิ้นแรงเป็นสีเทา
                       ต้องเอาไปทิ้ง  (ถ่าน)
     อะไรเอ่ย  สีดำว่าสะอาด  พอมีสีขาวเราว่าสกปรก  (กระดานดำ)
     อะไรเอ่ย  ดำเหมือนจรกา  มีตาข้างเดียว  (ทะนานตวงข้าว)
๑๑.   ปริศนาที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำ  เช่น
     อะไรเอ่ย  ขยุก ๆ เอาน้ำเข้า  เขย่า ๆ เอาน้ำออก  (คนบ้วนปาก)
     อะไรเอ่ย  หล่นตุ้บใส่หมวดแต้  นุ่งผ้าแพรสีเลือดหมู (ลูกตาล)
     อะไรเอ่ย  เช้ามาเย็นกลับ  (พระอาทิตย์)
     อะไรเอ่ย  กลางวันอุ้มลูกยืน  กลางคืนอุ้มลูกนอน  (บันได)
หมายเหตุ   ปริศนาคำทายไทยนอกจากนี้แล้วยังไม่สามารถจัดเข้าประเภทใดประเภท หนึ่งได้  ได้แก่
                 ก.  ปริศนาเกี่ยวกับภาษา  เช่น
     อะไรเอ่ย  ลิงขึ้นต้นไม้ทำยังไงจึงจะลง  (ลบสระอิ)
     อะไรเอ่ย  จีนทำยังไงจึงจะจน  (ลบสระอี)
     อะไรเอ่ย  ฉิ่งผัดหนู  เรือผัดไก่ เอธงอ่าง  (ฉันรักเธอ)
     อะไรเอ่ย  แหวนหับแหวนชนกันที่อากาศ  เกิดเป็นสัตว์ประหลาด
                      ชอบกินหญ้า  (วัว)
     อะไรเอ่ย  ตัดหัวตัดหาง  เหลือกลางวาเดียว  (กวาง)
     อะไรเอ่ย  เสือเดินหน้า  กระบือตามหลัง  เสือดุจังตามหลังกระบือ 
                     (ส.ค.ส.)
                 ข.  ปริศนาที่มีคำตอบในตัวเอง  ปริศนาประเภทนี้เวลาทาย  ผู้ทายจะถามอย่างเร็วที่สุดจนคนฟังไม่ทันรู้ว่ามีเคล็ดอยู่ในคำ ทาย  เช่น
     อะไรเอ่ย  สัตว์สี่ตีนกินสัตว์ตีนเดียว  สัตว์หัวเขียวกินสัตว์หน้าคว่ำ
                      เต่ากินเห็ด  เป็ดกินหอย  ต้นนั้นทายปลายนั้นบอก เร็ว
                     (เต่ากินเห็ด เป็ดกินหอย)


วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ชนิดของคำในภาษาไทย

ชนิดของคำในภาษาไทย

ชนิดของคำในภาษาไทยมีทั้งหมด 7 ชนิด ดังนี้ 

1. คำนาม                      
2. คำสรรพนาม            
3. คำกริยา                  
4. คำวิเศษณ์

5. คำบุพบท
6. คำสันธาน
7. คำอุธาน
1. คำนาม คือ คำที่ใช้เรียกชื่อคน สัตว์ สิ่งของ เช่น
แก้วน้ำ พ่อ บ้าน ปู ถนน ชลบุรี สวนจตุจักร คณะ ฝูง ความดี การเดิน แผ่น
คำนาม จะทำหน้าที่ในประโยคได้หลายหน้าที่ ดังนี้
    1.1 ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค เช่น ตำรวจจับผู้ร้าย สุธีขับรถยนตร์
    1.2 ทำหน้าที่เป็นกรรมของประโยค เช่น แมวจับหนู พ่อกินข้าว น้องแตะฟุตบอล
2. คำสรรพนาม คือ คำที่ใช้แทนคำนาม เพื่อให้ใช้ภาษาในการพูดหรือเขียนได้สละสลวย ไม่ใช้คำซ้ำไปมา เช่น
ฉัน กระผม ข้าพเจ้า คุณ เธอ ท่าน เขา มัน ใคร ไหน บ้าง นี่
คำสรรพนาม จะทำหน้าที่ในประโยคเหมือนกับคำนาม ดังนี้
    2.1 ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค เช่น ท่านจะไปไหน มันชอบวิ่งเล่น ใครๆ ก็รักน้องเล็ก ฉันชอบเลี้ยงแมว
    2.2 ทำหน้าที่เป็นกรรมของประโยค เช่น ฉันจะไปหาเธอ เธอเล่าให้ข้าพเจ้าฟัง เขาไม่ชอบคุณ ฉันพบมันตออยู่
3. คำกริยา คือ คำที่แสดงอาการของคน สัตว์ และสิ่งของ เช่น
บิน นอน เห็น ชอบ ตัด เหมือน หัวเราะ คล้าย อาจ ต้อง เป็น วิ่ง
คำกริยาจะทำหน้าที่เป็นตัวแสดงอาการ หรือการกระทำของประธานในประโยค เช่น
เก่งวิ่งเร็วมาก              พ่อหัวเราะเจ้าโต้ง
กั้งเหมือนกุ้ง               เยี่ยวบินเร็วมาก
อาเป็นไข้หวัด             เเม่ครัวปรุงอาหาร
4. คำวิเศษณ์ คือ คำที่ใช้ประกอบคำนาม คำสรรพนาม คำกริยา หรือคำวิเศษณ์ด้วยกันเองให้มีความหมายชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น
สูง เตี้ย ดี ชั่ว กลม แดง เหม็น หอม นุ่ม เร็วน้อย
    4.1 ทำหน้าที่ขยายคำนาม เช่น ไข่สดอยู่ในตะกร้า คนแก่กินหมาก
    4.2 ทำหน้าที่ขยายคำสรรพนาม เช่น เขานั่นแหละเป็ฯคนวาดรูป เราทั้งหมดช่วยกันทำอาหาร
    4.3 ทำหน้าที่ขยายคำกริยา เช่น ฉันกินขนมเก่ง พ่อตื่นเช้า
    4.4 ทำหนาที่ขยายคำวิเศษณ์ เช่น เธอวิ่งเร็วมาก เขาพูดเสียงดังจริงๆ
5. คำบุพบท คือ คำที่นำหน้าคำนาม คำสรรนาม หรือคำกริยา เพื่อเชื่อมคำข้างหน้า และขยายคำข้างหน้านั้นๆ เพื่อบอกสถานที่ เวลาเเสดงอาการ หรือเเสดงความเป็นเจ้าของ เช่น
ใน ใกล้ บน แก่ แด่ เพื่อ ด้วย กับ สำหรับ ของ แห่ง เพราะ ใต้
คำบุพบททำหน้าที่นำหน้าคำนาม คำสรรพนาม และคำกริยา เพื่อขยายคำๆ นั้น ดังนี้
    5.1 ทำหน้าที่นำหน้าคำนาม เช่น หวังเต๊ะ เป็นศิลปินแห่งชาติ เก้าอี้วางอยู่ใกล้ประตู
    5.2 ทำหน้าที่นำหน้าคำสรรพนาม เช่น คุณย่าหวังดีต่อเธอ ชุดสีฟ้าอยู่ที่เขา
    5.3 ทำหน้าที่นำหน้าคำกริยา เช่น ตะกร้าสำหรับใส่ของ ขนมที่แจกอยู่ทางนั้น
6. คำสันธาน คือ คำที่ใช้เชื่อมคำ หรือประโยคเข้าด้วยกัน เช่น
และ พอ...ก็ เเต่ ถึง...ก็ เพราะว่า ถ้า หรือ มิฉะนั้น อนึ่ง ส่วน ราวกับ อย่างไรก็ตาม
คำสันธาน มีหน้าที่เชื่อคำกับคำ และประโยคกับประโยค ดังนี้
    6.1 เชื่อมคำกับคำ เช่น ลูกกับเเม่ พี่และน้อง
    6.2 เชื่อมประโยคกับประโยค เช่น ฉันชอบดื่มนมแต่น้องชอบดื่มน้ำหวาน คุณพ่อและคุณเเม่ไปทำงาน
7. คำอุทาน เป็นคำที่แสดงอารมณ์หรือความรู้สึกของผู้พูด หรือผู้เขียนให้มีความหมายหนักเเน่นยิ่งขึ้น ซึ่งคำอุทานที่บอกอารมณ์ หรือความรู้สึกโดยตรง จะมีเครื่องหมายอัศเจรีย์ (!) กำกับข้างหลัง เช่น
โธ่!   โอ๊ย!   ว้าย!   อ้อ!   อุ๊ย!   อ้าว!   เอ๊ะ!   ว้าว!
คำอุทานที่มีหน้าที่บอกความรู้สึกของคนเรา และเพิ่มน้ำหนักของคำพูดที่ถูกเสริม เช่น  ไชโย! ชนะแล้ว (บอกความรู้สึกดีใจ) โอ้โห! เสื้อสวยจัง (บอกความรู้สึกตื่นเต้น) 
ที่มาและได้รับอนุญาตจาก :
เอกรินทร์ สี่มหาศาล และคณะ. ภาษาไทย ป.3. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: อักษรเจริญทัศน์.

วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การฝึกออกเสียง ร ล


    ออกเสียงให้ถูกต้องไม่ยากเลย 

บันทึกนี้มีคำ ร    มาฝากเพื่อนๆกัลยาณมิตรที่รักทุกท่านค่ะ  หอบมาเยอะเชียวค่ะ  อ่านกันให้เหนื่อยไปเลย  นิดเดียวเท่านั้นค่ะ คือ คำ ที่เป็นตัว ล อ่านสบายๆ  แต่ คำ ร ละซีคะ  ต้องระวังนิดหนึ่ง   รื่อๆๆๆๆๆๆๆๆๆ....ออกเสียงด้วย  ไม่ต้องถึงขั้นให้เกินจริง  แต่ให้เห็นถึงความต่างจากการออกเสียง ล  บ้าง ก็จะถูกต้องค่ะ   วันเสาร์ที่ผ่านมามีโอกาสไปเป็นกรรมการแข่งขันตอบปัญหาสารานุกรม ฯ  ได้ยินพิธีกรเอ่ยขานชื่อโรงเรียนเพื่อรับหนังสือสารานุกรมแล้วรู้สึกขัดอกขัดใจจังค่ะ..ขอเชิญโลงเลียน... ลำดับต่อไปโลงเลียน...ต่อไปโลงเลียน  โห..เกือบสองร้อย “โลงเลียนที่ได้ยิน    เมื่อพบการฝึกออกเสียงคำ ร ล ในหนังสือแก้ปัญหาการอ่านออกเสียงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  กระทรวงศึกษาธิการจึงนำมาฝากเพื่อนๆสำหรับฝากต่อไปยังลูกไทย  หลานไทยเพื่อการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้องค่ะ   
คำที่มี    ออกเสียงง่ายๆ..
ลุล่วง        ลีลา          โลเล         ลอยลม        ละเลย       ล่อลวง    ลอกแลก     ล้มลุก       
เลินเล่อ     และเล็ม     ลุกลาม        เลื่องลือ      เลหลัง       ละลอก    ลิบลับ        ละลาย       
ลาภลอย    ล้นหลาม    ละลาน        ลิลิต          ลบเลือน     หลายเหลี่ยม    หลับใหล   
หลุกหลิก   หลบหลีก    หลากหลาย  หล่อหลอม  หละหลวม   แหล่งหล้า       เหลือหลาย 
เหลาะแหละ      ล้มละลาย        หลงละเลิง        ลอยละล่อง     ลอยละลิ่ว     
แล่นลิงโลด       ละล้าละลัง       ลุกลี้ลุกลน        ละล่ำละลัก     ละลาบละล้วง   ละลนละลาน

คำที่มี ร  ออกเสียงยากขึ้นนิดหนึ่ง..
ระรื่น             ระเริง            ร่อแร่            รุงรัง             ร่ำไร             รุกเร้า
เร่งรีบ           รวดเร็ว           รวนเร           รับรอง           ร่ำรวย           ร้องรำ
รอบรั้ว           เรียกร้อง        โรงเรียน        ร้าวราน         รุ่งเรือง          รวบรวม
ริ้วรอย           รื่นรมย์          รุ่งโรจน์         รวบรัด           รี้ริก              เรียงราย
ร่อยหรอ        ริบหรี่            โหรงเหรง      หรีดหริ่ง        หรูหรา          โรมรัน
รักโรงเรียน     รอยรักร้าว      เร่งรีบเรียน     โรงเรียนเรา    รักเรียนรู้        รู้รักรอบ
เริ่มยากอีกนิดค่ะ ..สำหรับคำที่ออกเสียง ร  ก่อน  
รุมล้อม         เรียนลัด         ร้อยลิ้น          รวมเหล่า       รายล้อม        เรือเหล็ก
เร้นลับ          รู้แล้ว             รถลาก          รักเล่น           ระลอก         โรงเลื่อย
ราบลุ่ม          รีบลง            รั่วไหล          เรียนเลิศ       รูปหล่อ          ร้อยเล่ห์
รอยเล็บ        รุ่นเล็ก           รักลูก            เรือล่ม           รัวลิ้น            รอยลบ
เรือลอย         ร่ำลา             รินไหล          ระลึก            รำลึก            รักลวง
รุ่นหลัง          ร้องลั่น          แรงลม           รอยล้อ          รากลึก          เรือนหลวง
เรืองเล่า        รั่วไหล          รกโลก           รูปลอก         
ชุดนี้ก็ยากพอๆกันค่ะ  ..สำหรับคำที่ออกเสียง ล  ก่อน  
ลมแรง          เลือดร้อน       ลอดรั้ว          หลงรัก         ล่องเรือ         เลิกรบ
ลางร้าย         หลากรส        ล้างรูป          ลูกรัก            หลายเรื่อง     ล้อรถ
ล่วงรู้             ลูกเรา           ลากรถ          เหล่าร้าย       ลูกเรือ           ลมรัก
ลงโรง           เล่มแรก         เล่าเรียน        หลังเรา         ลำเรือ           ลิ้นรัว
ลบรอย          ลองรัก          ล้อมรอบ        ลงเรือ           ลิดรอน          หลานรัก
เล่นรูป           ลูกรอก          หลังรั่ว          ลอยเรือ         ล้อมรั้ว          เล่าเรื่อง
ชุดนี้เป็นประโยคที่มีคำ ล   ..สนุกค่ะ..   ลองดูนะคะ
·         อย่าหลงลืมเดี๋ยวลาภจะหลุดลอยไป
·         ล้อเลียนผู้ใหญ่หลังจะลายไม่ลบเลือน
·         เขาหลงใหลอ่านลิลิตพระลอเลยลืมหลับใหล
·         อย่าละเลียดกินลาบเลือดจนเวลาล่วงเลยไป
·         ลูกลิงลุกลี้ลุกลนหลบหลีกไม่ลิบลับ
·         สามล้อเลี้ยวหลบหลุมเลยลงโคลนติดล้อเลอะ
·         ลีลาถูกล่อลวงล้มละลายสูญเงินหลายล้าน
·         ว่าวจุฬาล่องลอยลมสูงลิบลิ่วแล้ว
·         มาลินลื่นล้มลงต้องล้างเลือดที่ไหลเลอะ
·         วิลาศไม่หล่อเหลา แต่ทำงานไม่เหลาะแหละ งานคงไม่ล้มเหลว
·         ลีลาไม่หลงเล่ห์เหลี่ยมหลากหลายของคู่ลีลาศ  เลยเล็ดลอดออกมา
·         ลิงลมหลุกหลิกแลกหลบหลีกโลดแล่นไปจมเลน
·         เลิศได้ลาภลอยหลายล้านแล้วไม่เหลียวแลเลี้ยงดูลูกหลานเลย
·         อย่าเหลวไหลลุ่มหลงละลาบละล้วงสมบัติผู้อื่น
·         เลอลักษณ์เลินเล่อเลื่อนลอยจนลืมหลบหลีกล้อเลื่อน
·         ลลิตามีชื่อเสียงเลื่องลือทำงานไม่ลังเลหละหลวม
·         ลูกลาแลบลิ้นเลียและเล็มหญ้าอย่างลิงโลด
·         ลูกลิงทำลับล่อดูลาดเลาขึ้นล้อเลื่อนโลดแล่นไป
·         อย่าลนลานลุกลี้ลุกลนเวลาละเลวขนมเบื้อง
·         ลิ่วละล่องเลื่อนลอยเดินลุยลงทะเลเลยถลาล้มลง
ชุดนี้เป็นประโยคที่มีคำ ร  ..ออกเสียงยากขึ้นนิดหนึ่ง แต่ก็อ่านสนุกค่ะ..
·         แดดแรงทำให้รู้สึกร้อนต้องรีบเร่งไปหาที่ร่มโดยไม่รีรอ
·         โรคร้ายรุมเร้าเรไรอย่างรุนแรงจนอาการร่อแร่
·         อย่ามัวรีรอรีบเร่งขึ้นรถรางไปโรงเรียนโดยเร็ว
·         วัยเรียนอย่าริรักจักทำให้อารมณ์เร่าร้อนรุนแรงไม่รับรู้เรื่องเรียน
·         เรือเอกรุ่งเรืองเร่งรัดให้ช่างสำรวจรอยร้าวกับรูรั่วในเรือรบอย่างรวดเร็ว
·         โรงเรียนนี้ร่มรื่นมีรั้งรอบแข็งแรง  นักเรียนก็เรียบร้อยร่าเริงรอบรู้
·         เขาเที่ยวเร่ร่อนรอนแรมไปจนร่างกายร่วงโรยไร้เรี่ยวแรง
·         ราษฎรเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งรัดประกันราคาข้าวเมื่อเริ่มแรกฤดูเก็บเกี่ยว
·         ในงานรื่นเริงของโรงเรียนราษฎร์เสรีมีการแสดงร่ายรำระบำชุดเริงสำราญ
·         รังรองไม่รื่นรมย์เพราะมีเรื่องราวร้องเรียนอยู่เรื่อย ๆ
·         เขาริเริ่มตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ด้วยทุนแรกเริ่มร้อยล้านกิจการรุ่งเรืองมีกำไร
·         เราร่วมกันรวบรวมเรื่องราวการรุกรบทางเรือของไทยแล้วเรียบเรียงพิมพ์
·         รุ่งโรจน์ผู้ร่ำรวยจัดงานรับรองแขกที่โรงแรมอย่างหรูหรา
·         หรีดหริ่งเรไรร้องระงมจนรุ่งอรุณแสงทองเรืองรองส่องรำไร
·         ฉันรับรองว่าจะทำงานให้เรียบร้อยรวดเร็วโดยไม่เรรวน
·         นายฤทธิ์พายเรือรอนแรมไปเรี่ยไรเงินช่วยราษฎรที่เดือดร้อนจากน้ำท่วม
·         รวยรินและรจเรขร่ำร้องจะไปงานรื่นเริงนักเรียนเก่ายุโรป
·         วัยรุ่นบางคนแต่งตัวรุ่มร่ามขาดรุ่งริ่งส่งเสียงรี้ริกเรียกร้องความสนใจ
·         ปัญหาจราจรเรื้อรังมาแรมปี  รถราในถนนจึงติดเรียงรายควรเร่งรีบแก้ไขโดยรวดเร็ว
·         ตำรวจจับนายเริ่มผู้ขับรถด้วยความรีบร้อนไม่รั้งรอตรงไฟแดง