วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2556

คำซ้อน( 2 9 56 )

คำซ้อน


 คำซ้อน  หมายถึง  คำที่เกิดจากการสร้างคำโดยนำคำที่มีความหมายเหมือนกัน  คล้ายกัน  ตรงข้ามกัน  หรือมีความเกี่ยวข้อง  สัมพันธ์กันในทางใดทางหนึ่งมาเขียนซ้อนกัน  ซึ่งอาจทำให้เกิดความหมายเฉพาะหรือความหมายใหม่ขึ้นมา  คำซ้อนสามารถจำแนกจุดประสงค์ของการซ้อนคำได้เป็น 2 ลักษณะ  ดังนี้
          1.  ซ้อนเพื่อความหมาย  เป็นการนำคำที่มีความหมายสมบูรณ์มาซ้อนกันตั้งแต่ 2 คำขึ้นไป  ได้แก่
                    1.1  คำที่มีความหมายเหมือนกัน
                              กัก + ขัง                    กักขัง
                              ใหญ่ + โต                  ใหญ่โต
                              นุ่ม + นิ่ม                    นุ่มนิ่ม
                              กู้ + ยืม                      กู้ยืม
                    1.2  คำที่มีความหมายเป็นพวกเดียวกัน
                              บ้าน + เรือน                บ้านเรือน
                              แข้ง + ขา                   แข้งขา
                              ห้าง + ร้าน                  ห้างร้าน
                              เนื้อ + ตัว                    เนื้อตัว
                    1.3  คำที่มีความหมายเกี่ยวข้องกัน
                              ลูก + หลาน                 ลูกหลาน
                              เหงือก + ฟัน                เหงือกฟัน
                              ข้าว + ปลา                  ข้าวปลา
                              พี่ + น้อง                     พี่น้อง
                    1.4  คำที่มีความหมายตรงข้ามกัน
                              ผิด + ชอบ                   ผิดชอบ
                              ได้ + เสีย                    ได้เสีย
                              เท็จ + จริง                   เท็จจริง
                              แพ้ + ชนะ                   แพ้ชนะ
          2.  ซ้อนเพื่อเสียง  เป็นการนำคำที่มีเสียงคล้ายกันมาซ้อนกัน  เพื่อให้ออกเสียงง่ายขึ้น  คำที่นำมาซ้อนนั้นอาจมีความหมายเพียงคำเดียว  หรือไม่มีความหมายทั้งสองคำก็ได้  วิธีการสร้างคำซ้อนเพื่อเสียง  ได้แก่
                    2.1  นำคำที่มีเสียงพยัญชนะต้นเหมือนกัน  แต่เสียงสระต่างกันมาซ้อนกัน  เช่น  งุ่มง่าม  โด่งดัง  จริงจัง  ซุบซิบ  ตูมตาม  ซับซ้อน  ท้อแท้
                    2.2  นำคำที่มีเสียงพยัญชนะต้นเหมือนกัน  เสียงสระเดียวกัน  แต่เสียงตัวสะกดต่างกันมาซ้อนกัน  เช่น  อัดอั้น  ลักลั่น  ออดอ้อน  รวบรวม
                    2.3  นำคำที่มีเสียงพยัญชนะต้นต่างกัน  แต่มีเสียงสระเดียวกันมาซ้อนกัน  เช่น  แร้นแค้น  รอมชอม  อ้างว้าง  ราบคาบ  จิ้มลิ้ม
                    2.4  นำคำที่ไม่มีความหมายมาซ้อนกับคำที่มีความหมาย  เพื่อให้สะดวกในการออกเสียง  มักใช้ในภาษาพูดเท่านั้น  เช่น  กระดูกกระเดี้ยว  อดเอิด  ตาเตอ  พยายงพยายาม
                    2.5  เพิ่มพยางค์ลงในคำซ้อนเพื่อให้มีเสียงสมดุล  พยางค์ที่แทรกมักเป็น  "กระ"  เช่น
                              ดุกดิก                    กระดุกกระดิก
                              จุ๋มจิ๋ม                    กระจุ๋มกระจิ๋ม
                              หนุงหนิง                กระหนุงกระหนิง
                              ตุ้งติ้ง                     กระตุ้งกระติ้ง
                    2.6  นำคำซ้อน 4-6  พยางค์ที่มีเสียงสัมผัสภายในคำมาซ้อนกัน  ข้าเก่าเต่าเลี้ยง  ถ้วยโถโอชาม  ประเจิดประเจ้อ  ทรัพย์ในดินสินในน้ำ
          3.  ข้อสังเกตเกี่ยวกับคำซ้อน  เป็นคำซ้อนที่ซ้อนเพื่อความหมายและซ้อนเพื่อเสียง  มีข้อสังเกตที่สำคัญดังนี้
                    3.1  คำที่นำมาซ้อน  เป็นคำไทยซ้อนกับคำไทย  คำไทยซ้อนกับคำต่างประเทศ  หรือคำต่างประเทศซ้อนกับคำต่างประเทศก็ได้  เช่น
                              คำซ้อนที่มาจาก  ไทย + ไทย                                                            
                                        ชุก + ชุม                    ชุกชุม
                                        อ้วน + พี                     อ้วนพี
                                        ผี + สาง                      ผีสาง
                                        เจ้า + นาย                  เจ้านาย
                              คำซ้อนที่มาจาก  ไทย + ต่างประเทศ (ไทย + เขมร)                          
                                        งาม + ลออ                 งามลออ
                                        เงียบ + สงบ                เงียบสงบ
                                        แบบ + ฉบับ                แบบฉบับ
                                        โง่ + เขลา                   โง่เขลา
                              คำซ้อนที่มาจาก  ต่างประเทศ + ต่างประเทศ (บาลี + สันสกฤต)        
                                        อุดม + สมบูรณ์            อุดมสมบูรณ์
                                        เหตุ + การณ์                เหตุการณ์
                                        อิทธิ + ฤทธิ์                 อิทธิฤทธิ์
                                        มิตร + สหาย                มิตรสหาย
                              คำซ้อนที่มาจาก  ต่างประเทศ + ต่างประเทศ (เขมร + บาลี)               
                                        รูป + ทรง                    รูปทรง
                                        สุข + สงบ                   สุขสงบ
                                        พละ + กำลัง                พละกำลัง
                                        ภูมิ + ลำเนา                ภูมิลำเนา
                    3.2  จำนวนคำที่นำมาซ้อน  คำที่นำมาซ้อนอาจมีจำนวน 2 คำ 4 คำ  หรือ 6 คำ  คำซ้อนเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  คำคู่  เช่น
                              คำซ้อน 2 คำ                    ยักษ์มาร  ข้าทาส  ศีลธรรม  ขับขี่  เคร่งครัด  งอแง
                              คำซ้อน 4 คำ                    กู้หนี้ยืมสิน  ชั่วดีถี่ห่าง  เจ้าบุญนายคุณ  ที่นอนหมอนมุ้ง
                              คำซ้อน 6 คำ                    อดตาหลับขับตานอน  นอนกลางดินกินกลางทราย
                    3.3  ความหมายของคำซ้อน  แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ  คือ
                              3.3.1  ความหมายคงเดิม  คำซ้อนบางคำมีความหมายคงตามความหมายของคำที่นำมาซ้อน  เช่น  แก่ชรา  ซากศพ  พัดวี  เสื่อสาด  เป็นต้น
                              3.3.2  ความหมายใหม่  คำซ้อนที่มีความหมายใหม่มีหลายลักษณะ  ดังนี้
                                        ความหมายแคบลง  คือ  มีความหมายที่เน้นคำใดคำหนึ่ง  ซึ่งจะเป็นคำหน้าหรือคำหลังก็ได้  เช่น  ปากคอ  หัวหู  ท้องไส้  เป็นต้น
                                        ความหมายกว้างขึ้น  คือ  มีความหมายรวมไปถึงอย่างอื่นที่มีลักษณะร่วมกันหรือจำพวกเดียวกัน  เช่น
                                                  ถ้วยโถโอชาม  หมายถึง  ภาชนะใส่อาหารและสิ่งของอื่น ๆ
                                                  ปู่ย่าตายาย  หมายถึง  อวัยวะภายใน  ไม่เฉพาะตับ  ไต  และไส้  เท่านั้น
                                        ความหมายเชิงอุปมา  คือ  มีความหมายเปลี่ยนไป  เกิดเป็นคำที่มีความหมายใหม่ในเชิงอุปมา  เช่น
                                                  ข้าเก่าเต่าเลี้ยง                    หมายถึง                    คนที่เคยรับใช้
                                                  อยู่กิน                                   หมายถึง                    การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน
                                                  เจ้าบุญนายคุณ                    หมายถึง                    ผู้ที่มีบุญคุณ
                                                  ไปลามาไหว้                        หมายถึง                     รู้จักกาลเทศะ
                                                  ขิงก็ราข่าก็แรง                     หมายถึง                     ร้ายพอ ๆ กันทั้งสองฝ่าย
                                                  ข้าวยากหมากแพง               หมายถึง                     ความเป็นอยู่ฝืดเคือง
                                                  หัวหายสะพายขาด               หมายถึง                     ไม่มีที่พึ่งพาอาศัย
                                                  ดูดดื่ม                                   หมายถึง                     ความซาบซึ้งใจ
                                                  ปากหอยปากปู                    หมายถึง                     ชอบนินทาเล็กนินทาน้อย
                    3.4  ความสัมพันธ์ของเสียงสระ  คำที่ซ้อนเพื่อเสียงจะมีความสัมพันธ์ระหว่างสระหลังกับสระหน้า  หรือสระอื่น ๆ กับสระอะ  สระอา  หรือสระเดียวกัน  เช่น
                              สระหลังกับสระหน้า  เช่น  ดุกดิก  จุกจิก  อู้อี้  ดู๋ดี๋  โอ้เอ้  โลเล  เหลาะแหละ  ก๊อกแก๊ก  อ้อแอ้
                              สระเดียวกัน  เช่น  เปิดเปิง  (เฉพาะข้อนี้ไม่ค่อยมีปรากฏ  จะมีมาระหว่างสระหลังกับสระหน้า)
                    3.5  ตำแหน่งและความหมาย  คำซ้อนบางคำ  ถ้าเปลี่ยนตำแหน่งของคำ  ความหมายจะเปลี่ยนไปจากเดิมและใช้ต่างกัน  แต่บางคำมีความหมายคงเดิม  เช่น
                              ความหมายเปลี่ยนแปลง    
                                     เหยียดยาว          ยืดตัวออกไปในท่านอน  ใช้กับคนหรือสัตว์  เช่น  น้องสาวนอนเหยียดยาวอยู่ใต้ต้นลีลาวดี
                                     ยาวเหยียด         มีความยาวมาก  เช่น  รถติดไฟแดงเป็นแถบยาวเหยียด
                              ความหมายคงเดิม               
                                     แจกจ่าย            แบ่งปันให้ไปทั่ว ๆ  เช่น  สภากาชาดมาแจกจ่ายสิ่งของให้กับผู้ประสบอุทกภัย
                                     จ่ายแจก             เอาออกใช้หรือให้  เช่น  คุณครูจ่ายแจกอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้แก่นักเรียน
          


คำพ้องรูป คำพ้องเสียง ( 26 8 56 )



คำพ้องรูป คำพ้องเสียง

คำพ้อง คือ คำที่เขียนรูปหรือออกเสียงตรงกัน แต่ความหมายต่างกัน

คำพ้อง แบ่งเป็น ๓ ชนิด ดังนี้
คำพ้องรูป คือ คำที่เขียนเหมือนกัน แต่อ่านออกเสียงต่างกัน และมีความหมายต่างกัน การอ่านคำพ้องรูปให้ถูกต้องควรดูข้อความอื่นๆ ประกอบด้วยว่าคำพ้องรูปนั้น หมายถึงอะไร เเล้วจึงอ่านให้ถูก
ครุ อ่านว่า คฺรุ หมายถึง ภาชนะสานชนิดหนึ่ง
             คะ-รุ หมายถึง ครู, หนึ่ง
ปรามาส อ่านว่า ปฺรา-มาด หมายถึง ดูถูก
              ปะ-รา-มาด อ่านว่า การจับต้อง การลูบคลำ
พยาธิ อ่านว่า พะ-ยา-ธิ หมายถึง ความเจ็บไข้
               พะ-ยาด หมายถึง ชื่อสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังชนิดหนึ่ง
เพลา อ่านว่า เพลา หมายถึง แกน, ดุมล้อ, เบาลง
               เพ-ลา หมายถึง เวลา
สระ อ่านว่า สะ หมายถึง แอ่งน้ำขนาดใหญ่, ชำระล้าง
              สะ-หระ หมายถึง อักษรแทนเสียงสระ
คำพ้องเสียง คือ คำที่อ่านออกเสียงเหมือนกัน แต่เขียนต่างกัน และมีความหมายต่างกัน
        เขี้ยวงู  เคี่ยวน้ำแกง  อ่านว่า เขี้ยว
        ซ่อมเเซม ช้อนส้อม  อ่านว่า  ส้อม
        คุณค่า ถูกฆ่า ข้าทาส  อ่านว่า  ค่า
        สัตว์เลี้ยง ซื่อสัตว์ อ่านว่า สัด
๓. คำพ้องทั้งรูปและเสียง เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า คำหลายความหมาย ซึ่งหมายถึง คำที่มีรูปเหมือนกัน อ่านออกเสียงอย่างเดียวกัน เเต่มีความหมายหลายอย่างเเล้วเเต่จะนำไปใช้
๓. คำพ้องทั้งรูปและเสียง เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า คำหลายความหมาย ซึ่งหมายถึง คำที่มีรูปเหมือนกัน อ่านออกเสียงอย่างเดียวกัน เเต่มีความหมายหลายอย่างเเล้วเเต่จะนำไปใช้
         คำว่า "ขัน" อ่านว่า ขัน หมายถึง   ๑. ภาชนะสำหรับตักหรือใส่น้ำ
                                                             ๒. ทำให้ตึงหรือเเน่นด้วยวิธีหมุนเข้าใป                                                                       เช่น ขันนอต
                                                             ๓. อาการร้องเป็นเสียงอย่างหนึ่งของไก่
                                                             ๔. หัวเราะ รู้สึกตลก
         คำว่า "แกะ" อ่านว่า แกะ หมายถึง    ๑. ชื่อสัตว์ ๔ เท้า ประเภทหนึ่ง
                                                                    ๒. เอาเล็บมือค่อยๆ แกะ เพื่อให้หลุด                                                                            ออก
         คำว่า "เงาะ" อ่านว่า "เงาะ" หมายถึง ๑. คนป่าพวกหนึ่ง รูปร่างเตี้ย ตัวดำ                                                                               ผมหยิก
                                                                     ๒. ชื่อผลไม้ชนิดหนึ่ง

๑. คำพ้องรูป
ตัวอย่าง คำพ้องรูป

๒. คำพ้องเสียง 
ตัวอย่าง คำพ้องเสียง
ตัวอย่าง คำพ้องทั้งรูปและเสียง


คำสมาส คำสนธิ ( 19 8 56 )


คำสมาส คำสนธิ 

คำสมาส คือ คำที่เกิดจากการนำคำในภาษาบาลีและสันสกฤตมารวมเข้าด้วยกัน เพื่อทำให้เกิดคำใหม่ ที่มีความหมายใหม่ โดยยังมีเค้าของความหมายเดิมอยู่

                                                
หลักสังเกตคำสมาสในภาษาไทย 

1. เกิดจากคำมูลตั้งแต่สองคำขึ้นไป
2. เป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษาบาลีและสันสกฤตเท่านั้น เช่น กาฬพักตร์ ภูมิศาสตร์ ราชธรรม บุตรทาน อักษรศาสตร์ อรรถคดี ฯลฯ
3. พยางค์สุดท้ายของคำหน้า หากมีสระ อะ หรือมีตัวการันต์อยู่ ให้ยุบตัวนั้นออก (ยกเว้นคำบางคำ เช่น กิจจะลักษณะ เป็นต้น)
4. แปลความจากหลังมาหน้า เช่น ราชบุตร แปลว่า บุตรของพระราชา, เทวบัญชา แปลว่า คำสั่งของเทวดา, ราชการ แปลว่า งานของพระเจ้าแผ่นดิน
5. ส่วนมากออกเสียงพยางค์ท้ายของคำหน้า แม้จะไม่มีรูปสระกำกับอยู่ โดยจะใช้เสียง อะ อิ และ อุ (เช่น เทพบุตร) แต่บางคำก็ไม่ออกเสียง (เช่น สมัยนิยม สมุทรปราการ)
6. คำบาลีสันสกฤตที่มีคำว่า พระ ซึ่งกลายเสียงมาจากบาลีสันสกฤต ก็ถือว่าเป็นคำสมาส (เช่น พระกร พระจันทร์)
7. ส่วนใหญ่จะลงท้ายว่า ศาสตร์ กรรม ภาพ ภัย ศึกษา ศิลป์ วิทยา (เช่น ศึกษาศาสตร์ ทุกขภาพ จิตวิทยา)
8. อ่านออกเสียงระหว่างคำ เช่น

ประวัติศาสตร์      อ่านว่า                    ประ หวัด ติ ศาสตร์

นิจศีล                     อ่านว่า                    นิจ จะ สีน

ไทยธรรม              อ่านว่า                    ไทย ยะ ทำ

อุทกศาสตร์           อ่านว่า                    อุ ทก กะ สาด

อรรถรส                  อ่านว่า                    อัด ถะ รด

จุลสาร                    อ่านว่า                    จุน ละ สาน

9. คำที่มีคำเหล่านี้อยู่ด้วย มักจะเป็นคำสมาส คือ การ กร กรรม คดี ธรรม บดี ภัย ภัณฑ์ ภาพ ลักษณ์ วิทยา ศาสตร์

       ข้อสังเกต
1. ไม่ใช่คำที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤตทั้งหมด เช่น

เทพเจ้า                   (เจ้า เป็นคำไทย)

พระโทรน             (ไม้ เป็นคำไทย)

พระโทรน             (โทรน เป็นคำอังกฤษ)

บายศรี                    (บาย เป็นคำเขมร)

2.คำที่ไม่สามารถแปลความจากหลังมาหน้าได้ไม่ใช่คำสมาส เช่น

ประวัติวรรณคดี                   แปลว่า                   ประวัติของวรรณคดี

นายกสมาคม                        แปลว่า                   นายกของสมาคม

วิพากษ์วิจารณ์                      แปลว่า                   การวิพากษ์และการวิจารณ์

3. คำสมาสบางคำไม่ออกเสียงสระตรงพยางค์ของคำหน้า เช่น

ปรากฏ                   อ่านว่า                    ปรา กด กาน

สุภาพบุรุษ            อ่านว่า                    สุ พาบ บุ หรุด

สุพรรณบุรี            อ่านว่า                    สุ พรรณ บุ รี

สามัญศึกษา          อ่านว่า                    สา มัน สึก สา

 ตัวอย่างคำสมาส

ธุรกิจ                      กิจกรรม กรรมกร                 ขัณฑสีมา
                 
คหกรรม                 เอกภพ                  กาฬทวีป                สุนทรพจน์
                 
จีรกาล                    บุปผชาติ                ประถมศึกษา        ราชทัณฑ์
                 
มหาราช                  ฉันทลักษณ์           พุทธธรรม             วรรณคดี
                 
อิทธิพล                  มาฆบูชา                มัจจุราช                 วิทยฐานะ

 วรรณกรรม          สัมมาอาชีพ          หัตถศึกษา             ยุทธวิธี
                 
วาตภัย                    อุตสาหกรรม        สังฆราช                รัตติกาล
                 
วสันตฤดู               สุขภาพ                  อธิการบดี              ดาราศาสตร์
                 
พุพภิกขภัย            สุคนธรส               วิสาขบูชา              บุตรทาน
                 
สมณพราหมณ์       สังฆเภท             อินทรธนู               ฤทธิเดช

 แพทย์ศาสตร์       ปัญญาชน         วัตถุธรรม            มหานิกาย
                 
มนุษยสัมพันธ์       วิทยาธร
                 


ปริศนาคำทาย ( 29 7 56 )

ปริศนาคำทาย
                 ปริศนาคำทาย คือ ปัญหาหรือคำทายซึ่งผู้ถามอาจจะถามตรง ๆ หรือถามทางอ้อมก็ได้  คำถามอาจจะใช้ถ้อยคำธรรมดาแบบร้อยแก้ว หรือจะมีสัมผัสแบบร้อยกรองก็ได้  ภาษาที่ใช้เป็นภาษาสั้น ๆ กระชับความ  แต่ยากในการตีความในตัวปริศนา  ส่วนคำไขมักจะเป็นสิ่งที่พบเห็นในชีวิตประจำวันในสมัยนั้น ๆ และในบางปริศนามักจะมีเค้าหรือแนวทางสำหรับคำตอบ  ซึ่งผู้ตอบจะต้องใช้ความสังเกต  ความคิดและไหวพริบในการคิดหาคำตอบ  

วิธีการเล่น

                  ในสมัยก่อนนิยมเล่นกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่  มักจะเล่นในยามว่างจากการทำงาน เช่น ในตอนหัวค่ำหลังจากรับประทานอาหารเย็นแล้ว  บรรดาสมาชิกในครอบครัวและอาจจะมีเพื่อนบ้านมาร่วมด้วย  จะนั่งล้อมวงกันหรือนั่งตามสบาย  ผู้ทายจะผลัดกันแล้วแต่ว่าใครจะคิดปัญหาได้  ถ้ามีผู้ตอบถูก  ผู้ตอบคนนั้นจะมีสิทธิ์ลงโทษผู้ทาย เช่น ให้ดื่มน้ำ  ให้เขกหัว  แต่ถ้าตอบไม่ได้ผู้ทายก็มีสิทธิ์ลงโทษผู้ตอบทั้งหมดได้เช่นกัน  แล้วจะเฉลยปัญหา  แล้วทายปัญหาต่อไป  การเล่นทายปริศนานอกจากจะทำให้ผู้เล่นได้รับความสนุกสนานเพลิดเ พลินแล้วยังช่วยฝึกให้มีนิสัยช่างสังเกต   ช่างคิดและได้รับความรู้ต่าง ๆ เป็นผลพลอยได้  เช่น  ความรู้เกี่ยวกับสำนวนภาษา  สังคมวิทยาและธรรมชาติวิทยา  เป็นต้น

ประเภทของปริศนา

                 การจำแนกประเภทของปริศนา  มีนักวิชาการหลายท่านจำแนกไว้หลายแบบ  ทั้งนี้เพื่อให้สะดวกในการรวบรวมและศึกษาวิเคราะห์  เช่น อาร์อะไรเอ่ย  เชอร์ เทเล่อร์ (Archer  Yaylor)  ได้รวบรวมปริศนาคำทายในภาษาอังกฤษ  และจำแนกตารูปและอาการออกเป็น ๑๑  ประเภท  ซึ่งนายนพคุณ  คุณาชีวะ ได้นำมาใช้ในการจัดหมวดหมู่ปริศนาของไทย ดังนี้
                 ๑. ปริศนาที่เปรียบกับสิ่งที่มีชีวิตแต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นคนหรื อสัตว์ เช่น        
     อะไรเอ่ย  มีปากไม่มีฟัน  กินข้าวทุกวันได้มากกว่าคนอื่น (หม้อข้าว)
     อะไรเอ่ย  สองหูสี่ตา  เบื่อหนังหนาเอาขาไว้ที่หู  (แว่นตา)
     อะไรเอ่ย  สิบหูสองขา  มีฤทธาเอาขาแหย่หู  (ปิ่นโต)
     อะไรเอ่ย  หน้างอคออ่อน  กินก่อนทุกวัน  (ทัพพี)
     อะไรเอ่ย  ไม่มีคอไม่มีหัว  มีแต่หน้าถึงเวลาตีได้ตีเอา (กลอง)
                 ๒. ปริศนาที่เปรียบกับสัตว์ตัวเดียว  เช่น
     อะไรเอ่ย  อุ้มล้มเท่าลูกหมีจะหนีชักไว้  (เปล)
     อะไรเอ่ย  สัตว์ป่ามาอยู่บ้าน กินอาหารอย่างเดียวเคี้ยวแล้วก็คาย 
                      (กระต่ายขูดมะพร้าว)
     อะไรเอ่ย  สี่หูสี่หาง  ปากกว้างเหลือล้นกินคนทุกคืน  (มุ้ง)
     อะไรเอ่ย  ตัวอยู่นา  ตาอยู่บ้าน  (ตาปู)
     อะไรเอ่ย  เล่นนกกะยางคอยาว  กินข้าวหมดทั้งหม้อ  (ทัพพี)
๓.        ปริศนาที่เปรียบกับสัตว์หลายตัว  เช่น
     อะไรเอ่ย  ปลาหลดไช  ปลาไหลชอน ปลาหลดออกก่อน  ปลาไหล
                       ตามหลัง  (คนเย็บผ้า)
     อะไรเอ่ย  จะว่านกก็ไม่ใช่นก  จะว่ากาก็ไม่ใช่กา  บินมาใต้เขา 
                      (หูวัว,หูควาย)
     อะไรเอ่ย  กาดำกระโดลงน้ำ  กลายเป็นกาขาว  (เม็ดแมงลัก) 
     อะไรเอ่ย   ไอ้ใบ้อยู่หน้า  ไอ้บ้าตามหลัง  ขับหางขี้ไหล (คนไถนา)
     อะไรเอ่ย  ไม่มีตีนปีนต้น  ไม่มีไส้ไล่กินคน  ไม่มีขนสะบัดปีก 
                      (งู  ปลิง  มีดโกน)
๔.        ปริศนาที่เปรียบกับบุคคลคนเดียว  เช่น
     อะไรเอ่ย  ขาวเหมือนชี  สี่ตีนชี้ฟ้า  (มุ้ง)
     อะไรเอ่ย  คนแก่หลังโกง  ลงน้ำไม่ขุ่น  (เบ็ดตกปลา)
     อะไรเอ่ย  ตาแก่หัวโล้น  กระโจนน้ำแต่ดึก  (ขันน้ำ)
     อะไรเอ่ย  พระอะไรเอ่ย  คนชอบแต่ไม่ไหว้  (พระเอก)
     อะไรเอ่ย  ตอนเด็กนุ่งผ้า  โตขึ้นมาเอาผ้าพันหัว  (มะเขือ)
๕.        ปริศนาที่เปรียบกับบุคคลหลายคน  เช่น
     อะไรเอ่ย  นั่งคนเดียวรู้คนเดียว นั่งสองคนรู้สองคน  นั่งสามคน
                     ไม่รู้เลย  (ตด)
     อะไรเอ่ย  คนสามแสน  หามแกนไม้ประดู่  (กิ้งกือ)
     อะไรเอ่ย  ขาไปสองคน  มืดฟ้ามัวฝนกลับมาคนเดียว  (เงา)
     อะไรเอ่ย  พระหน่อนอนกลาง  พระนางนอนริม  พระหน่อขึ้นทิ่ม 
                      พระนางยิ้มแฉ่ง  (ไม้ขีดไฟ)
     อะไรเอ่ย  ชาวนาก็ใช่  ชาวไร่ก็ไม่เชิง  หว่านพืชไม่ดี  หนีตำรวจ
                       เปิดเปิง  (คนเล่นถั่ว,คนเล่นไพ่)
๖.          ปริศนาที่เปรียบกับพืช  เช่น
     อะไรเอ่ย  ผักแพง  แกงปลาลอย  (ผักตำลึง)
     อะไรเอ่ย  ตัดมาปลูก  มีลูกก่อนใบ  (บันได)
     อะไรเอ่ย  ต้นเท่าเทียน  ใบเท่าถาด  (ใบบัว)
     อะไรเอ่ย  ต้นเท่าครก  ใบปรกดิน  (ตะไคร้)
     อะไรเอ่ย  ต้นเท่าขา  ใบวาเดียว  (กล้วย)
                 ๗.  ปริศนาเปรียบกับสิ่งไม่มีชีวิต  เช่น
     อะไรเอ่ย  ไม้ปักกลางหนอง  ใครไปก็ต้อง  ใครมาก็ต้อง  (เต้าปูน
     อะไรเอ่ย  เวลาใช้เอาทิ้ง  เวลาไม่ใช้เอาไว้บนหัว  (สมอเรือ)
     อะไรเอ่ย  ตลิ่งสองตลิ่ง  มีติ่งอยู่ตรงกลาง  (เต้าปูน)
๘.     ปริศนาที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการเปรียบเทียบ  เช่น
     อะไรเอ่ย  หน้าตาตัวตนไม่เหมือนคนสักนิด  พูดเหมือนคนไม่มีผิด
                      ทั้งอังกฤษและไทย  (วิทยุ)
     อะไรเอ่ย   กลมเหมือนพระจันทร์  ออกลูกตั้งพัน  เหมือนกันทุกตัว
                       (ผึ้ง)
     อะไรเอ่ย  กลม ๆ เหมือนวงพระจันทร์  อยู่ในครรภ์ก็มีท้อง 
                      สงสารนวลน้อง  อยู่ในท้องก็มีครรภ์  (ฝักบัว)
     อะไรเอ่ย  ขาวเหมือนปีนกยาง  มีแต่รังไม่มีไข่  (งอบ)
๙.       ปริศนาที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับรูป หรือรูปและอาการ  เช่น
     อะไรเอ่ย  นั่งยอง ๆมองกระเด้า  เข้าไม่เข้า  เอามือคลำดู  (คนลับมีด)
     อะไรเอ่ย  กดหัวท้องป่อง  (สุ่ม)
     อะไรเอ่ย  กลมเหมือนพระจันทร์  ชอบดันพุงคน  (กระด้ง)
     อะไรเอ่ย  เห็นปู๊บหยุดปั๊บ  เปิดฉับตักฉุบ  ทำปากขมับขมุบ 
                      ปิดฉุบแล้วเดินหนี  (พระบิณฑบาต)
     อะไรเอ่ย  ตูดเป็นขน  ก้นเป็นเหลี่ยม  (กระเทียม, กระบุง)
๑๐.   ปริศนาที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับสี  เช่น
     อะไรเอ่ย  ชักออกมาดำ  ตำเข้าไปแดง  (ไม้ขีดไฟ)
     อะไรเอ่ย  ซื้อมาเป็นสีดำ  นำมาใช้เป็นสีแดง  พอสิ้นแรงเป็นสีเทา
                       ต้องเอาไปทิ้ง  (ถ่าน)
     อะไรเอ่ย  สีดำว่าสะอาด  พอมีสีขาวเราว่าสกปรก  (กระดานดำ)
     อะไรเอ่ย  ดำเหมือนจรกา  มีตาข้างเดียว  (ทะนานตวงข้าว)
๑๑.   ปริศนาที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำ  เช่น
     อะไรเอ่ย  ขยุก ๆ เอาน้ำเข้า  เขย่า ๆ เอาน้ำออก  (คนบ้วนปาก)
     อะไรเอ่ย  หล่นตุ้บใส่หมวดแต้  นุ่งผ้าแพรสีเลือดหมู (ลูกตาล)
     อะไรเอ่ย  เช้ามาเย็นกลับ  (พระอาทิตย์)
     อะไรเอ่ย  กลางวันอุ้มลูกยืน  กลางคืนอุ้มลูกนอน  (บันได)
หมายเหตุ   ปริศนาคำทายไทยนอกจากนี้แล้วยังไม่สามารถจัดเข้าประเภทใดประเภท หนึ่งได้  ได้แก่
                 ก.  ปริศนาเกี่ยวกับภาษา  เช่น
     อะไรเอ่ย  ลิงขึ้นต้นไม้ทำยังไงจึงจะลง  (ลบสระอิ)
     อะไรเอ่ย  จีนทำยังไงจึงจะจน  (ลบสระอี)
     อะไรเอ่ย  ฉิ่งผัดหนู  เรือผัดไก่ เอธงอ่าง  (ฉันรักเธอ)
     อะไรเอ่ย  แหวนหับแหวนชนกันที่อากาศ  เกิดเป็นสัตว์ประหลาด
                      ชอบกินหญ้า  (วัว)
     อะไรเอ่ย  ตัดหัวตัดหาง  เหลือกลางวาเดียว  (กวาง)
     อะไรเอ่ย  เสือเดินหน้า  กระบือตามหลัง  เสือดุจังตามหลังกระบือ 
                     (ส.ค.ส.)
                 ข.  ปริศนาที่มีคำตอบในตัวเอง  ปริศนาประเภทนี้เวลาทาย  ผู้ทายจะถามอย่างเร็วที่สุดจนคนฟังไม่ทันรู้ว่ามีเคล็ดอยู่ในคำ ทาย  เช่น
     อะไรเอ่ย  สัตว์สี่ตีนกินสัตว์ตีนเดียว  สัตว์หัวเขียวกินสัตว์หน้าคว่ำ
                      เต่ากินเห็ด  เป็ดกินหอย  ต้นนั้นทายปลายนั้นบอก เร็ว
                     (เต่ากินเห็ด เป็ดกินหอย)